ว่าด้วยเรื่องภาษีคริปโตฯ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่ากรมสรรพากรจะประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อหาข้อสรุปที่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับการเสียภาษีจากธุรกรรมในสินทรัพย์ดิจิทัล ดิฉันรู้สึกยินดีที่ได้เห็นสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกสำหรับอุตสาหกรรมนี้ ปัญหาภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมีมานานหลายปีแล้ว และไม่ได้มีแค่เรื่อง Capital Gain Tax ด้วย

เนื่องจากดิฉันเคยมีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะผู้กำกับดูแล และปัจจุบันก็ยังช่วยให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจ ที่ผ่านมาดิฉันจึงได้มีโอกาสหารือกับทั้งผู้ประกอบการ นักกฎหมาย ตลอดจนคนสรรพากรในเรื่องนี้ ประกอบกับระยะหลังมีผู้มาขอความเห็นหลายราย จึงขอแชร์ความเข้าใจและความเห็นของตัวเองไว้ในที่นี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการหาทางออกสำหรับอุตสาหกรรมต่อไป

เท่าที่ดิฉันทราบ ปัญหาภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลมี 3 เรื่องใหญ่ ๆ คือ 

 1.  ภาษีกำไรจากการขาย (Capital Gain Tax)   

 2.  ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

 3.  ภาษีจากการออกและเสนอขาย Token 

เรื่องที่ 1  : Capital Gain Tax  

  ปัญหาของไทยคือเก็บอย่างไม่เป็นธรรมเพราะเก็บจากรายการที่มีกำไร แต่ไม่ให้เอารายการที่ขาดทุนมาหัก และกำหนดภาระหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) แบบที่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะ Exchange เป็นเพียงตัวกลางไม่ใช่ผู้จ่ายเงินได้ ส่วนผู้ซื้อที่จ่ายเงินได้นั้นก็ไม่รู้ข้อมูลต้นทุนของผู้ขาย เรียกว่าทั้งไม่ Fair และไม่ Practicable

 การมี Withholding Tax ยังมีผลกระทบไปถึงกรณีโอนคริปโต ไปชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วย เพราะเปรียบเสมือนได้ขายคริปโต จำนวนนั้นในราคารวมเท่ากับมูลค่าสินค้า เป็นเหตุให้ร้านค้าต้องหักภาษี Capital Gain จากผู้ซื้อสินค้า ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ต้นทุนของเขา

ทางออกมีอยู่ 3 ทาง คือ (1) ยกเว้นไปก่อน ทำนองเดียวกับที่เรายกเว้นให้บุคคลธรรมดาที่ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะทำให้สอดคล้องกัน ไม่ดูเลือกปฏิบัติ แต่อันนี้ก็ขึ้นกับนโยบายว่าจะส่งเสริมหรือไม่ 

2) ถ้าไม่ส่งเสริม จะเก็บภาษี ก็ควรทำให้ Fair เก็บจาก Net Gain ทั้งปี ให้เอาที่ขาดทุนมาหักกลบได้ และเมื่อคิด Net ทั้งปี ก็ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย  ข้อมูลที่จะมาคำนวณ Exchange หรือ Broker สามารถช่วยส่งข้อมูล Transaction เท่าที่ทำผ่านตนให้ทั้งผู้ลงทุนและสรรพากร

3) อีกวิธีก็เก็บเป็น Transaction Tax จากมูลค่าซื้อขายแทน แบบเดียวกับอากรแสตมป์แต่อัตราต้องไม่สูงเกินไป เก็บแล้วจบ

เรื่องที่ 2  : VAT   

   ปัญหาคือสรรพากรมองคริปโตเป็นสินค้า ผลที่ตามมาคือ

 – เวลาธุรกิจขายของ มี VAT จากขายสินค้า   ถ้ารับชำระเป็นคริปโตแล้วตอนเอาคริปโตไปขายเป็นบาทก็ถือเป็นสินค้าอีกตัว โดน VAT ซ้ำ

 – เวลาผู้ลงทุนขายคริปโตก็หาว่าขายสินค้า ถ้าคนไหนมี Volume ขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ต้องจด VAT และเสีย VAT ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเขียนใบกำกับภาษียังไง ขายใครยังไม่รู้เลย

ประเทศอื่นเขาเห็นปัญหาที่ส่งผลต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจ ทยอยแก้กันแล้ว ไม่ต้องเสีย VAT หรือ GST สำหรับการโอนคริปโตเพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการหรือในการซื้อขายแลกเปลี่ยน ไม่ว่า  EU Australia Singapore คือเขายอมรับแนวคิดการใช้คริปโตเพื่อ Payment จึงยกเว้น VAT/GST ให้

ปัญหานี้กระทบมากกว่าผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง  กิจการใดที่รับคริปโตหรือถือคริปโตเป็นสินทรัพย์ลงทุนก็กระทบ ดีไม่ดีเขาอาจจะเลือกไปจดทะเบียนตั้งบริษัทที่ประเทศอื่นเลย

เรื่องที่ 3  : ภาษีจากการออกและเสนอขาย Token 

   ดิฉันเคยคุยกับคนสรรพากรเมื่อ 3 ปีที่แล้วว่า เวลากิจการระดมทุนด้วยการออก Investment Token ไม่ควรจะถือเป็นเงินได้ที่ต้องเอามาคำนวณภาษี (เหมือนเงินที่บริษัทได้จากการออกหุ้นหรือหุ้นกู้ไม่ถือเป็นเงินได้) สรรพากรบอกว่า ทุกอย่างถือเป็นเงินได้ไว้ก่อน เว้นแต่จะมีประกาศยกเว้นให้เป็นเรื่อง ๆ ไป ซึ่ง Investment Token ควรจะมี แต่ยังไม่มี รอมา 3 ปี ก็เข้าใจว่ายังไม่มี แม้ตอนที่มีธุรกิจออก Investment Token ระดมทุนปีที่แล้ว ก็ยังไม่เคยเห็นประกาศสรรพากรที่ชัดเจนเรื่องนี้ แต่ดิฉันหวังว่า พอธุรกิจออกมาแล้วก็คงจะนำไปสู่การตีความไปในทางที่ควรจะเป็นและประกาศออกมาต่อไป (ถ้าตีไปอีกทางคงจะปั่นป่วนแน่)

การพิจารณาปัญหาภาษีคริปโตมีประเด็นคำถามว่า 1. เป็นธรรมหรือไม่ (Fairness) 2. ชัดเจนหรือไม่ (Clarity) 3. ปฏิบัติได้หรือไม่ (Practicability) และ 4. เป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้หรือไม่  (Promotion) เรามักจะให้ความสำคัญกับข้อ 4 และยกเหตุผลต่าง ๆ นานามาสนับสนุนการส่งเสริมอุตสาหกรรมด้วยการยกเว้นภาษี  ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วยกับที่หลาย ๆ คนยกขึ้นมา อย่างไรก็ดี ดิฉันคิดว่าเราต้องพยายามแยกแยะประเด็นเหล่านี้ อย่าไปปนกันหมด เพราะการส่งเสริมอุตสาหกรรมใดเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งอาจมองคำตอบที่แตกต่างกันได้  แต่การเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม ภายใต้กติกาที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ น่าจะเป็นหลักที่สรรพากรควรจะยึดถือ ไม่ว่านโยบายจะต้องการส่งเสริมหรือไม่ก็ตาม

คุณทิพยสุดา ถาวรามร

อดีตรองเลขาธิการ ก.ล.ต.

________________________________

ไม่พลาด! ทุกความรู้ที่จะให้คุณค่ามากกว่าสินทรัพย์

กดติดตาม Techtoro ได้ที่ 👉🏻

 FB : https://techtoro.me/web-fb

 [email protected] : https://techtoro.me/web-line

 Youtube : https://techtoro.me/web-yt

 IG : https://techtoro.me/web-Ig

 Twitter : https://techtoro.me/web-tw

 Blockdit : https://techtoro.me/web-bd

 Tiktok : https://techtoro.me/web-tiktok 

Email : [email protected]

#Techtoro #มากกว่าสินทรัพย์คือความรู้